2007/Jun/10

ณ ปัจจุบันดาวเทียมในโลกนี้มีหลายพันดวงลอยอยู่บนท้องฟ้าและมีประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติอันน่าสนใจมากมาย ดาวเทียมถือว่าเป็นนวัตกรรมที่เป็นศูนย์รวมความก้าวหน้าทางวิทยาการเกือบทั้งหมดของมนุษยชาติก็กล่าวได้ แต่สำหรับประเทศไทยในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยเกมส์การเมืองในวันนี้ ดาวเทียมถูกนำไปเป็นประเด็นการเมืองอันร้อนระอุถูกโยนหินถามทางไปยังสื่อมวลชนทุกแขนง แต่ก่อนอื่นเรามารู้จักดาวเทียมกันก่อนดีกว่า
มารู้จักว่าดาวเทียมคืออะไรกัน

ดาวเทียมคืออุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมชนิดหนึ่ง ศัพท์ทางวิศวกรรมเรียกว่าทำหน้าที่เป็น Repeater หรือตัวทวนสัญญาณ วิศวกรโทรคมนาคมบางท่านกล่าวว่าดาวเทียมมิใช่พระเอกอะไรมากมาย เพราะทำหน้าที่เพียงรับสัญญาณที่ส่งจากฝากหนึ่งและสะท้อนสัญญาณนั้นกลับสู่พื้นโลกอีกด้านหนึ่งเท่านั้น แต่ในความจริงดาวเทียมก็เป็นสิ่งสำคัญต่อระบบโทรคมนาคมอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนอกจากต่อกิจการวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ (Broadcasting) เพราะดาวเทียมอยู่บนฟ้าส่งสัญญาณลงมาดังสายฝนพรมได้ทั่วทุกพื้นภูมิประเทศโดยไม่มีสิ่งกีดขวาง แม้ในถิ่นทุรกันดารหรือในเวิ้งมหาสมุทรก็ตาม ดาวเทียมไม่ได้มีหน้าที่เฉพาะทวนสัญญาณ แต่มีอีกหลายลักษณะตามประเภทการใช้งาน เช่น ดาวเทียมสำรวจอวกาศ ดาวเทียมสำรวจพื้นพิภพ ดาวเทียมจารกรรม เป็นต้น ตลอดจนถือเป็นอาวุธในสงครามโลกอนาคต

วงโคจรของดาวเทียม วงโคจรดาวเทียม (Satellite Orbit) แบ่งตามระยะความสูง (Altitude) จากพื้นโลกเป็น 3 ระยะคือ

วงโคจรระยะต่ำ (Low Earth Orbit หรือเรียกกันทั่วไปว่า "LEO")

ลอยอยู่สูงจากพื้นโลกไม่เกิน 1,000 กม. ใช้สังเกตการณ์ สำรวจสิ่งแวดล้อม ถ่ายภาพ ไม่สามารถใช้งานครอบคลุมบริเวณใดบริเวณหนึ่งได้ตลอดเวลาเพราะมีความเร็วในการเคลื่อนที่สูง (วงโครต่ำต้องวิ่งรอบโลกเร็ว) แต่สามารถบันทึกภาพคลุมพื้นที่ตามเส้นทางวงโคจรผ่านตามที่สถานีภาคพื้นดินกำหนด เส้นทางโคจรอยู่ในแนวขั้วโลก (Polar Orbit) ดาวเทียมวงโคจรต่ำขนาดใหญ่บางดวงสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าในเวลาฟ้ามืด จะเห็นสว่างเป็นจุดเล็กเคลื่อนที่ผ่านในแนวนอนอย่างรวดเร็ว

วงโคจรระยะกลาง (Medium Earth Orbit หรือเรียกกันทั่วไปว่า "MEO")

ลอยอยู่ที่ระยะความสูงตั้งแต่ 1,000 กม.ขึ้นไป ส่วนใหญ่ใช้ในด้านอุตุนิยมวิทยาและใช้ในการติดต่อสื่อสารเฉพาะพื้นที่ได้ แต่หากจะติดต่อให้ครอบคลุมทั่วโลกจะต้องใช้ดาวเทียมหลายดวงร่วมกัน

วงโคจรประจำที่หรือดาวเทียมค้างฟ้า (Geostationary Earth Orbit หรือเรียกกันทั่วไปว่า "GEO")

เป็นดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเป็นส่วนใหญ่ อยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 35, 780 กม. เส้นทางโคจรอยู่ในแนวเส้นศูนย์สูตร (Equatorial Orbit) ดาวเทียมจะหมุนรอบโลกด้วยความเร็วเชิงมุมเท่ากับโลกหมุนรอบตัวเองทำให้ดูเหมือนลอยนิ่งอยู่เหนือจุดจุดหนึ่งบนโลกตลอดเวลา เรียกทั่ว ๆ ไปว่า "ดาวเทียมค้างฟ้า" ในทางฟิสิกส์อธิบายได้ว่าเมื่อดาวเทียมถูกเหวี่ยงออกนอกโลกด้วยแรงกระทำที่เท่ากับแรงดึงดูดของโลกจึงเกิดภาวะสมดุลขึ้น (Equilibrium: Sigma F = 0) ดาวเทียมจึงหยุดนิ่งค้างฟ้าในภาวะสมดุลโดยไม่ต้องใช้พลังงานในการเคลื่อนที่ นั่นคือที่ระดับความสูงจากพื้นโลกประมาณ 35,786 กม. วงโคจรพิเศษนี้เรียกว่า วงโคจรค้างฟ้า หรือ วงโคจรคลาร์ก เพื่อเป็นเกียรติแก่นาย Arthur C. Clarke ผู้คนพบวงโคจรนี้ ดาวเทียมค้างฟ้า ส่วนใหญ่ใช้ในการสื่อสารระหว่างประเทศและภายในประเทศ เช่น ดาวเทียมอนุกรม อินเทลแซต
ประเภทของดาวเทียม

1. ดาวเทียมสื่อสาร
2. ดาวเทียมสำรวจ
3. ดาวเทียมพยากรณ์อากาศ
4. ดาวเทียมทางการทหาร
5. ดาวเทียมด้านวิทยาศาสตร์

การแบ่งประเภทตามการใช้งาน ดาวเทียมสามารถแบ่งตามได้หลายประเภทการใช้งาน อาทิเช่น ดาวเทียมที่ใช้ในการสื่อสารแบบจุดต่อจุด เช่น PALAPA THAICOM, ดาวเทียมสื่อสารระหว่างดาวเทียม เช่น TDRS, ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารเคลื่อนที่บนบก ในน้ำ และในอากาศ เช่น INMASAT, ดาวเทียมเพื่อการสื่อสารวิทยุกระจายเสียง และวิทยุโทรศัพท์ เช่น ASTRA, ดาวเทียมเพื่อการสำรวจโลก สำรวจทรัพย์ยากรธรรมชาติ เช่น LANDSAT, ดาวเทียมเพื่อการสำรวจอวกาศ เช่น METEOR EXPLORER, ดาวเทียมเพื่อการพยากรณ์อากาศ เช่น GMS NOAA 6-9, ดาวเทียมเพื่อการปฏิบัติในห้วงอวกาศ เช่น SPAS SKYLAB, ดาวเทียมเพื่อกิจการวิทยุสมัครเล่น เช่น JAS-1 JAS-2 AO-40, ดาวเทียมเพื่อการกำหนดตำแหน่ง เช่น NAVSTAR, ดาวเทียมเพื่อการนำร่องเรือ และ อากาศยาน เช่น TRANSIT COSMOS เป็นต้น

ดาวเทียมสัญชาติไทยนั้นเริ่มต้นจริงจังขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2534 โดยสัญญาดำเนินกิจการสื่อสารดาวเทียมภายในประเทศไทยระหว่าง กระทรวงคมนาคม โดยนายนุกูล ประจวบเหมาะ รมว.คมนาคม กับ บริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด โดย พันตำรวจโท ดร.ทักษิณ ชินวัตร กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

โดยที่กระทรวงคมนาคมได้ออกประกาศเรื่อง ข้อกำหนดในการทำข้อเสนอขอรับสัมปทานโครงการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศ ลงวันที่ 20 กันยายน 2533 ให้ภาคเอกชนที่สนใจยื่นข้อเสนอขอรับสัมปทาน

โดยที่กระทรวงคมนาคมได้พิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเสนอของบริษัทฯ เป็นที่พอใจของกระทรวงและเห็นชอบโดย ครม. จึงอนุมัติให้ บริษัท ชินวัตรฯ ได้รับสัมปทาน...

ไทยคม 1 และ ไทยคม 2

ดาวเทียมไทยคม 1A ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2536 ในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออกและย้ายไปที่ 120 องศาตะวันออกเมื่อ พฤษภาคม 2540 ส่วนดาวเทียมไทยคม 2 ถูกส่งขึ้นสู่วงโคจรเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2537 ดาวเทียมทั้ง 2 ดวงเป็นดาวเทียมรุ่น HS-376 แบบ Dual Spin ผลิตโดย บริษัท ฮิวจ์ แอร์คราฟท์ ประเทศสหรัฐอเมริกาหรือบริษัทโบอิ้งในปัจจุบัน พื้นที่การให้บริการย่านความถี่ C-Band ของดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 ครอบคลุมประเทศไทย ลาว กัมพูชา เมียนมาร์ เวียดนาม มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เกาหลี ญี่ปุ่น และชายฝั่งตะวันออกของประเทศจีน ส่วนพื้นที่การให้บริการในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 ครอบคลุมประเทศไทยและประเทศในแถบอินโดจีน โดยดาวเทียมไทยคม 1A อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 120 องศาตะวันออก ดาวเทียมไทยคม 2 อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 78.5 องศาตะวันออก

จำนวนช่องสัญญาณในย่าน C-Band ดาวเทียมไทยคม 1A มีจำนวน 12 ทรานสพอนเดอร์ ดาวเทียมไทยคม 2 มีจำนวน 10 ทรานสพอนเดอร์ โดยความถี่ของช่องสัญญาณของดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ที่ 36 MHz ส่วน Ku-Band ดาวเทียมไทยคม 1A และดาวเทียมไทยคม 2 มีจำนวนดวงละ 3 ทรานสพอนเดอร์ โดยความถี่ช่องสัญญาณของดาวเทียมทั้งสองดวงอยู่ที่ 54 MHz มีอายุการใช้งาน 15 ปี
ไทยคม 3

ดาวเทียมไทยคม 3 เป็นดาวเทียมรุ่น 3 แกน ผลิตโดย บริษัท อัลคาเทล สเปซ ซิสเต็ม ประกอบด้วยย่านความถี่ C-Band จำนวน 25 ทรานสพอนเดอร์ และย่านความถี่ Ku-Band จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์ โดยถูกส่งเข้าสู่วงโคจรในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก เมื่อ 16 เมษายน 2540โดยย่านความถี่ C-Band Global Beam ของไทยคม 3 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป คือเอเชีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแอฟริกา ส่วนพื้นที่การให้บริการของ Spot Beam ในย่าน Ku-Band นั้นครอบคลุมประเทศไทยและประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ส่วน Steerable Beam ในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 3 สามารถให้บริการในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งในสี่ทวีปได้อีกด้วย มีจำนวนช่องสัญญาณ C-Band Global Beam จำนวน 7 ทรานสพอนเดอร์ C-Band Regional Beam จำนวน 18 ทรานสพอนเดอร์และมีช่องสัญญาณในย่านความถี่ซีแบนด์เท่ากับ 36 MHz ส่วนในย่าน Ku-Band นั้น Ku-Band Spot Beam จำนวน 7 ทรานสพอนเดอร์ แบ่งเป็น 2 ช่องทรานสพอนเดอร์ มีความถี่ของช่องสัญญาณ เท่ากับ 54 MHz ส่วนอีก 5 ช่องทรานสพอนเดอร์ มีความถี่ของช่องสัญญาณเท่ากับ 36 MHz และ Ku-Band Steerable Beam มีความถี่ของช่องสัญญาณเท่ากับ 36 MHz
ดาวเทียมไทยคม 4 (IP Star)
เรียกได้ว่าเป็นดาวเทียมแบบ interactive หรือพูดให้เข้าใจได้ง่ายคือสามารถเล่นอินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียมนี้ได้ทุกที่ ใช้เทคโนโลยีการกระจายคลื่นแบบรังผึ้งเหมือนกับที่ใช้ในระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ ผนวกกับระบบจานสายอากาศดาวเทียมแบบใหม่ ทำให้ดาวเทียมไทยคม 4 (ไอพีสตาร์) สามารถนำความถี่กลับมาใช้งานใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งทำให้การรับส่งสัญญาณเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังใช้ระบบบริหารการรับ-ส่งสัญญาณตามสภาพความต้องการการใช้งานของผู้ใช้ เพื่อทำให้การส่งสัญญาณมีประสิทธิภาพสูงสุด ดาวเทียม ไอพีสตาร์ สามารถรับส่งข้อมูลได้ถึง 45 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) ซึ่งสูงกว่าดาวเทียมปกติถึง 20 เท่า ทำให้สามารถรองรับความต้องการใช้งาน อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง จำนวนมากได้นับล้านคน
จำนวนบีม Ku-Spot Beam 84 บีม Ku-Shape Beam 3 บีม Ku-Broadcast Beam 7 บีม ความสามารถในการรับส่งข้อมูล 45 กิกะบิตต่อวินาที (Gbps) เทียบเท่ากับมากกว่า 1,000 ทรานสพอนเดอร์ แบบความถี่ 36 เมกะเฮิร์ทซ์ ของดาวเทียมทั่วไป อยู่ที่ตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก

ดาวเทียมไทยคม 5

ดาวเทียมไทยคม 5 เป็นดาวเทียมรุ่น 3 แกน ผลิตโดย บริษัท อัลคาเทล อาลีเนีย สเปซ ประกอบด้วยย่านความถี่ C-Band จำนวน 25 ทรานสพอนเดอร์ และย่านความถี่ Ku-Band จำนวน 14 ทรานสพอนเดอร์ โดยย่านความถี่ C-Band Global Beam ของไทยคม 3 ครอบคลุมพื้นที่ 4 ทวีป คือเอเชีย, ยุโรป, ออสเตรเลีย และแอฟริกา ส่วนพื้นที่การให้บริการของ Spot Beam ในย่านความถี่ Ku-Band นั้นครอบคลุมประเทศไทย และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน ส่วน Steerable Beam ในย่านความถี่ Ku-Band ของดาวเทียมไทยคม 5 ครอบคลุมประเทศเวียดนาม และประเทศในภูมิภาคอินโดจีน มีตำแหน่งอยู่ที่ 78.5 องศาตะวันออก


edit @ 2007/06/10 21:29:19

2007/May/25

มีเสียงร้องหลังจากเปิดเครื่องและไม่มีภาพ มีสาเหตุดังนี้

1. เสียบ RAM ไม่แน่น
วิธีแก้ไข : ให้ลองเปิดฝาเครื่องแล้วขยับ RAM ให้แน่น

2. เกิดจากหน้าสัมผัสของ RAM ไม่สะอาด
วิธีแก้ไข : เปิดฝาเครื่องออกมาแล้วให้ลองขยับ RAM ให้แน่น ถ้ายังไม่หายให้ลองถอด RAM ออกมาทำความสะอาดหน้าสัมผัส โดยใช้ยางลบดินสอหรือน้ำยา

3. เกิดจากการเสียบ RAM ผิดแถว
วิธีแก้ไข : เมนบอร์ดบางรุ่นต้องเสียบ RAM ไล่จากแถวที่ 1 ขึ้นไป ให้ลองนำ RAM มาเสียบที่ Slot ที่ 1 และไล่ลงไปในกรณีที่มี RAM หลายแถว

4. RAM ที่ใส่ไปไม่ตรงกับชนิดที่เมนบอร์ดรับได้
วิธีแก้ไข : ตรวจสอบกับคู่มือเมนบอร์ดว่าเป็นชนิดที่ถูกต้องและขนาดที่ไม่เกินที่เมนบอร์ดกำหนดในแต่ละแถว ถ้าไม่ถูกให้นำ RAM ชนิดที่ถูกต้องมาใส่

5. เกิดจากความผิดผลาดของกระบวนการเช็คตอนเปิดเครื่อง ( POST) ของไบออส
วิธีแก้ไข:ในบางครั้งจะจดจำการติดตั้งฮาร์ดแวร์ในตำแหน่งต่างไว้และทำการตรวจเช็คทุกครั้งที่เปิดเครื่องดังนั้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลง หรือสลับตำแหน่งของสล็อตที่เสียบอุปกรณ์ต่างๆ เครื่องอาจจะเช็คว่าเกิดความผิดผลาดได้ โดยที่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีอุปกรณ์ใด ๆเสียเลยแต่เพราะเครื่องได้จดจำข้อมูลตำแหน่งของสล็อต ที่เสียบ ฮาร์ดแวร์ต่าง ๆ ไว้ แต่ยังไม่ได้ทำการอัพเดทหรือ รีเฟรช (Refresh ) ทำให้เมื่อเปิดเครื่องแล้วถึงขั้นตอนการตรวจสอบ เครื่องจะฟ้องว่าฮาร์ดแวร์
ผิดผลาด วิธีแก้คือ ให้ลองสบับแถวของ RAM แล้วลองเปิดเครื่องใหม่ เพื่อให้เครื่องจดจำตำแหน่ง หรือ Reset ไบออส โดยการถอด ถ่านของไบออสบนเมนบอร์ดออกสักครู่หนึง แล้วกลับเข้าไปใหม่ จากนั้นลองเปิดเครื่องใหม่อีกครั้ง

6. RAM เสีย
วิธีแก้ไข : ให้ลองนำ RAM ตัวอื่นที่ใช้ได้มาเสียบแทนในช่องเดียวกัน ถ้าหากใช้ได้แสดงว่า RAM เสีย ถ้า RAM เสียก็ต้องซื้อมา เปลี่ยนสถานเดียว

( เปิดเครื่องแล้ว แต่ Test Memory (RAM) ไม่ผ่านมีสาเหตุดังนี้ )

1. สล็อตเสียบ RAM เสียหรือเสียมคุณภาพ
วิธีแก้ไข : เป็นไปได้ที่เมื่อใช้ไปแล้ว สล็อตเสียบ RAM เสื่อมคุณภาพ ให้ลองย้าย RAM ไปใส่ในสล็อตอื่นแล้วลองบู๊ตเครื่องใหม่

2. RAM เสียหรือเสียมคุณภาพ
วิธีแก้ไข : ให้ลองนำ RAM ตัวอื่นที่ใช้ได้มาเสียบแทนในช่องเดียวกันถ้าผ่านแสดงว่า RAM เสีย ก็ต้องซื้อมาเปลี่ยนใหม่

( ใช้แล้วเครื่องแฮงก์ง่ายมีสาเหตุดังนี้ )

1. อาจเกิดจากการตั้งค่าความถี่ที่ใช้กับ RAM ไม่ถูกต้อง
วิธีแก้ไข : ดูที่สเปค (Spec) ของ RAM สามารถทำงานที่ความถี่เท่าไร และให้ตั้งให้ถูกต้อง โดยเซ็ทที่ BIOS หรือเมนบอร์ด บางรุ่นต้องเซ็ทที่ Jumper บนเมนบอร์ด โดยสามารถดูรายละเอียดจากคู่มือของเมนบอร์ดนั้นๆ ได้

2. อาจเกิดจากการตั้งค่าการหน่วงเวลา (Wait state) ไม่ถูกต้อง
วิธีแก้ไข : กลับไปตั้งค่าให้ถูกต้องเหมือนเดิม หรือตั้งค่าเป็นแบบ by SPD จะสะดวกที่สุด

3. อาจเกิดจากการเลือกคุณสมบัติพิเศษ เช่น Fast page , EDO ไม่ถูกต้อง
วิธีแก้ไข : ควรศกษาคุณสมบัติพิเศษต่าง ๆ ให้เข้าใจอย่างละเอียดก่อนที่จะเลือกใช้คุณสมบัตินั้น ๆ ถ้าไม่แน่ใจให้แก้กลับมาที่ Load Detault Setup หรือ Disable เพราะถ้าเลือกใช้คุณสมบัติพิเศษ โดยที่ RAM ตัวนั้นไม่รองรับ ก็จะทำให้เกิดความผิดพลาดในการทำงานได้

4. อาจเกิดจาก Clip RAM ร้อนเกินไป
วิธีแก้ไข : ในกรณีทีบางครั้ง RAM ทำงานหนักและเกิดอาการร้อนเกินไปจะทำให้เกิดการทำงานผิดพลาดได้ ดังนั้นถ้าต้องการเสถียรภาพ ในการทำงานมากขึ้น เราควรปรับปรุงระบบระบายความร้อนภายในเครื่องคอมพ์ให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มพัดลมระบายความร้อนภายในเครื่อง วางคอมพ์ไว้ในที่ที่มี อากาศถ่ายเทได้สะดวกหรือห้องแอร์ก็จะยิ่งดี

5. อาจเกิดจาก RAM เสื่อม
วิธีแก้ไข : RAM บางตัวที่ใช้งานไปนาน ๆ Clip บางตัวบน RAM อาจเสื่อมได้โดยที่เครื่องยังสามารถทำงานได้ตามปกติ แต่เมื่อเครื่อง ได้ใช้งานมาถึงตำแหน่งที่เสื่อมบนแรมตัวนั้น จะทำให้เกิดการทำงานผิดพลาดได้ วิธีแก้คือ ลองถอด RAM ตัวที่คิดว่าเสื่อมออก และนำ RAM ตัวอื่นที่ดีมาใส่แทน และลองใช้งานดู ถ้าทำงานได้ตามปกติแสดงว่า RAM ตัวนั้นเสีย ให้ซื้อตัวใหม่มาเปลี่ยน หรือถ้าอยู่ในระยะประกันให้ลองเปลี่ยนตัวใหม่ แต่อาการแบบนี้ขอบอกว่าพิสูจน์ยากนิดนึง บางครั้งเราต้องรอจังหวะ

( ขนาดของ RAM เมื่อใช้งานน้อยกว่าขนาดที่แท้จริงมีสาเหตุดังนี้ )

1. เสียบ RAM ที่มีขนาดเกินกว่าที่ช่องเสียบ RAM นั้นรับได้
วิธีแก้ไข : เมนบอร์ดบางตัวจะกำหนดขนาดของ RAM สูงสุดต่อแถวที่เสียบได้ในแต่ละช่องสล็อต ดังนั้นควรอ่านคู่มือของเมนบอร์ดดูก่อนว่าสล็อตใดเสียบ RAM ที่มีขนาดสูงสุดได้เท่าไร เช่น เมนบอร์ดบางรุ่น ช่องเสียบ RAM แถวที่ 1ใส่ RAM ได้สูงสุดไม่เกินแถวละ128 MB ถ้าเรานำ RAM ขนาด แถวละ 256 MB มาใส่เครื่องจะไม่สามารถรับได้หรือมองเห็นแค่เพียง 128 MB เท่านั้น

2. ขนาดของ RAM รวมทั้งหมดเกินกว่าที่เมนบอร์ดจะรับได้
วิธีแก้ไข : เมนบอร์ดทุกอันจะมีขนาดรวมของ RAM สูงสุดที่เมนบอร์ดรับได้ไม่ใช่ว่าจะสามารถซื้อ RAM มาใส่เท่าไรก็ได้ ควรอ่านคู่มือ ของเมนบอร์ดรุ่นนั้นด้วย

3. RAM บางส่วนถูกนำไปใช้ในด้านอื่น
วิธีแก้ไข : เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นเมนบอร์ดบางรุ่น ที่มีอุปกรณ์บางประเภท Onboard ซึ่งจะใช้หน่วยความจำร่วมกับ RAM ทำให้เมื่อเปิด ใช้งานเนื้อที่ของ RAM บางส่วนจะถูกจองไว้สำหรับใช้งานของอุปกรณ์ตัวนั้นโดยเฉพาะ จึงทำให้เวลาระบบปฏิบัติการแสดงผลขนาดของ RAM จะเหลือไม่เท่ากับ ขนาดที่แท้จริงของ RAM เช่น เมนบอร์ดบางรุ่นที่มี VGA Card Onboard และแจ้งว่ามี RAM ของ VGA Card ขนาด 16 MB แต่เมื่อใช้งานจะใช้เนื้อที่ของ RAM ที่เสียบลงไปบนเมนบอร์ด ดังนั้น ถ้าเราเสียบ RAM ขนาด 128 MB ลงไปบนเมนาบอร์ดจะเหลือ RAM ที่ใช้งานกับระบบจริงเพียง 128 MB คือ 112 MB

4. อาจเกิดจาก RAM เสื่อม
วิธีแก้ไข : เราสามารถดูตามอาการเสียของแรมที่ได้กล่าวมา ข้างต้น

( RAM ที่มีความเร็วสูงแต่ทำงานที่ความเร็วต่ำ )

1. เมนบอร์ดไม่สามารถรองรับ RAM ที่มีความเร็วสูงกว่าที่กำหนดได้
วิธีแก้ไข : ไม่สามารถแก้ได้ ถ้าต้องการให้ RAM ทำงานที่ความเร็วสูง ต้องซื้อเมนบอร์ดรุ่นที่รองรับได้ เช่น RAM ที่มีความเร็ว 133 MHz เมื่อนำมา ใส่เมนบอร์ดที่รองรับ RAM ที่มีความเร็วสูงสุดที่ 100 MHz RAM ตัวนั้นจะทำงานได้ที่ความเร็วแค่ 100 MHz

2. ไม่ได้ตั้งค่าที่ BIOS ให้ถูกต้อง
วิธีแก้ไข : ที่ BIOS จะมีเมนูสำหรับตั้งค่าความเร็วของ RAM ที่เราต้องการให้เราไปปรับค่าให้ถูกต้องหรือให้เลือกเป็น Auto

3. ไม่ได้เซ็ทค่าจั๊มเปอร์บนเมนบอร์ด
วิธีแก้ไข : เมนบอร์ดบางรุ่นจะมีการเซ็ทความถี่ของ RAM ที่จั๊มเปอร์บนเมนบอร์ดด้วย ให้ศึกษาด้วย ให้ศึกษาและเซ็ทตามคู่มือเมนบอร์ด

2007/May/25

เราก็เปนคนนึงนะที่มีปัญหาเรื่องคอมช้าเนี่ยเราก็มะรุว่าเป็นเพราะอะไร เลยไปเจอบทความนี้เลยเอามาให้อ่านกันดูว่าคอมของเราๆที่ใช้กันเนี่ยมันช้าเพราะอะไรอ่ะ ลองอ่านกันดู
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คอมพิวเตอร์ทำงานช้าคือ มีขยะในฮาร์ดดิสก์มากเกินไป มีสิ่งที่ควรทำอย่างน้อย 3 เรื่องเกี่ยวกับการจัดการขยะในคอมพิวเตอร์คือ Disk Cleanup, Disk Defragmenter และลบ Temporary Files ทั้งหมด สำหรับเครื่องที่ทำงานช้าอาจมีสาเหตุมาจากจำนวนโปรเซส (Processes) ที่ทำงานอยู่มีมากเกินความจำเป็น ผู้ใช้สามารถตรวจสอบโดยกดปุ่ม Ctrl-Alt-Del เพื่อเรียกโปรแกรม Windows Task Manager และเลือกหยุดการทำงานของโปรแกรมที่น่าสงสัย
ฮาร์ดดิสก์หรือสื่อเก็บข้อมูลล้วนเป็นอุปกรณ์ที่สามารถบันทึกข้อมูลได้มากมาย หลายปีก่อนมีฮาร์ดดิสก์ขนาด 40 MB ผู้เขียนรู้สึกว่าใหญ่มากมาก ปัจจุบันฮาร์ดดิสก์ขนาด 120 GB มีขนาดมากกว่าขนาดข้างต้นถึง 3000 เท่า ทุกวันนี้มีหน่วยเก็บข้อมูลแบบใหม่ที่เรียกว่า Handy Drive ขนาดกว่า 1 GB มีราคาประมาณ 1000 บาท สามารถเก็บได้ทั้งระบบปฏิบัติการ โปรแกรมประยุกต์ ข้อมูล เป็นเครื่องเล่นเพลง และภาพยนต์ในตัว เคยได้ยินว่าในอนาคตเราไม่จำเป็นต้องมีฮาร์ดดิสก์ในคอมพิวเตอร์ ผู้ใช้สามารถนำหน่วยความจำแบบพกพาซึ่งมีหลายมาตรฐานให้เลือก ใส่เข้าไปในคอมพิวเตอร์ แล้วทำงานตามโปรแกรมที่เตรียมมาได้ทันที
ปัจจุบันผู้ใช้ส่วนหนึ่งยังให้ความสำคัญกับข้อมูลของตนไม่มากพอ และขาดการจัดเก็บเป็นหมวดหมู่ที่ค้นคืนได้โดยง่าย มีหลายครั้งที่ถามนักศึกษาว่าคอมพิวเตอร์มีไว้เพื่ออะไร ใช้โปรแกรมอะไรเป็นบ้าง หรือเก็บข้อมูลสำคัญไว้อย่างไร มักได้คำตอบที่ไม่ประทับใจ เช่น ไม่เคยให้ความสำคัญกับข้อมูล ใช้เพื่อดูหนังฟังเพลง หรือเล่นเกมเท่านั้น ทั้งที่คอมพิวเตอร์มีมูลค่า และความสามารถมากกว่าเป็นเครื่องให้ความบันเทิงเท่านั้น
คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งราคาไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท มีอายุใช้งานเพียง 3 ปี สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น การศึกษา การค้า การสื่อสาร บันเทิง และยังสามารถรับข้อมูลไปประมวลผล แล้วได้สารสนเทศให้กับผู้ใช้นำไปประกอบการตัดสินใจ จากการที่เคยเป็นเพียงอุปกรณ์สำนักงานจนกลายเป็นเครื่องให้ความบันเทิง หรือเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหม่ในบ้าน ถ้าชาวเราให้ความสำคัญกับคำว่าเศรษฐกิจพอเพียง และให้ความสำคัญกับสิ่งที่มีอยู่ การเรียกร้องหาสิ่งใหม่ หรือสิ่งฟุ่มเฟือยอาจไม่จำเป็นอีกต่อไป

edit @ 2007/06/11 18:10:39